พัทยา – "เวทีภาพยนตร์และเมืองสร้างสรรค์" (Filming and Creative Destination Forum - FCDF) จัดขึ้นเพื่อเป็นครั้งแรกของการสร้างสะพานเชื่อมระหว่างโลกของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ระดับโลกและระบบนิเวศสร้างสรรค์ของท้องถิ่น (Local Creative Ecosystem) ยกระดับพัทยาให้เป็นศูนย์กลางบันเทิงแห่งภูมิภาคและบรรลุเป้าหมายการเป็น 'UNESCO City of Film'
"โครงการ FCDF เกิดขึ้นจากวิสัยทัศน์ที่ต้องการต่อยอดศักยภาพอันโดดเด่นของเมืองพัทยาและประเทศไทยให้ก้าวไปอีกระดับ โครงการนี้จึงถูกออกแบบมาให้เป็น "แพลตฟอร์มกลาง" ที่จะทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมโอกาส สร้างเครือข่ายความร่วมมือที่แข็งแกร่งระหว่างภาคอุตสาหกรรมภาพยนตร์และผู้ประกอบการสร้างสรรค์ในท้องถิ่น เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของเราร่วมกัน" พร้อมมุ่งมั่นที่จะ "ส่งเสริมศักยภาพทางเศรษฐกิจ" ของสินทรัพย์และทุนทางวัฒนธรรมในท้องถิ่น รวมถึงเสริมสร้างขีดความสามารถให้ผู้ประกอบการและชุมชนสามารถพัฒนาสินค้าและบริการที่ตอบโจทย์มาตรฐานสากลได้อย่างแท้จริง
“ที่ผ่านมาก็มีภาพยนตร์ไทยหลายเรื่องประสบความสำเร็จ โดยเล่าเรื่องเกี่ยวกับชุมชน ก็สามารถสร้างมูลค่ามหาศาลได้ ที่สำคัญเราจะไม่ทำตามคนดู เพราะการทำสื่อต้องนำหน้าหนึ่งก้าวเสมอ การงานจัดงานครั้งนี้ถือว่ามีความสำคัญในการสร้างความเข้าใจความรู้ให้กับทุกภาคส่วน และเป็นโมเดลที่ถูกต้อง เพื่อทำให้คนในชุมชนพัฒนาตนเองไปสู่จุดที่จะเป็นประเทศมีศักยภาพในที่สุด” ม.ร.ว.เฉลิมชาตรี กล่าว
“ที่ผ่านประเทศไทย ถูกใช้เป็น Background หรือฉากหลังของประเทศอื่นเป็นส่วนมาก แต่เมื่อมีซีรีส์ใหญ่เข้ามาถ่ายทำในประเทศไทย ทำให้เราได้โชว์ศักยภาพมากพอ ที่ทำให้เห็นว่าสถานที่ต่าง ๆ ในประเทศไทยจะไม่เป็นเพียงแค่ Background และมั่นใจว่ายังมีภาพยนตร์และซีรีส์อีกหลายเรื่องที่จะเข้ามาถ่ายทำในไทย โดยมองว่าเราเป็น ศูนย์กลางความคิดสร้างสรรค์ในเอเชียได้” อภินัทธ์ กล่าว
ด้าน ดร.เศรษฐา วีระธรรมานนท์ ผู้จัดการโครงการ FCDF ได้กล่าวถึงที่มาของโครงการว่า "โครงการนี้คืออีกหนึ่งก้าวสำคัญในการร่วมขับเคลื่อนวิสัยทัศน์ 'Pattaya City of Film' ซึ่งสอดคล้องกับภารกิจของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ ที่มุ่งพัฒนาบุคลากรและองค์ความรู้ผ่านศูนย์ความเป็นเลิศด้านอุตสาหกรรมบันเทิง FCDF จึงเข้ามาทำหน้าที่เป็น 'ตัวกลางเชื่อมโยงเครือข่าย' เพื่อร่วมต่อยอดศักยภาพของเมืองพัทยา และรู้สึกยินดีและขอขอบคุณพันธมิตรทุกภาคส่วนที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนครั้งนี้"
ทั้งนี้กิจกรรมภายในงานสัมมนาแบ่งออกเป็น 3 ส่วนหลัก เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมอย่างครอบคลุม: 1.เวทีเสวนา ระหว่างผู้บริหาร ผู้ผลิต ผู้กำกับ และผู้เชี่ยวชาญจากอุตสาหกรรม เพื่อกำหนดทิศทางและสะท้อนความต้องการของกองถ่ายภาพยนตร์ต่างประเทศ 2.กิจกรรมเชิงปฏิบัติการ สำหรับภาคชุมชนและผู้ประกอบการท้องถิ่น เพื่อค้นหาอัตลักษณ์และทุนวัฒนธรรมในพื้นที่ พร้อมต่อยอดสู่แนวคิดทางธุรกิจ 3.การนำเสนอผลงานของชุมชน ต่อคณะกรรมการและผู้แทนอุตสาหกรรม เพื่อสร้างโอกาสความร่วมมือทางธุรกิจที่เป็นรูปธรรม
นอกจากกิจกรรมในวันงานแล้ว โครงการ FCDF ยังได้วาง "แผนยุทธศาสตร์ 5 ปี" ที่ชัดเจน โดยเริ่มต้นจากปีแรก (2025) ในการเป็น "Pattaya Sandbox" เพื่อทดสอบแนวคิดและสร้างกรณีศึกษาที่จับต้องได้ จากนั้นจึงจะขยายผลสู่ระดับประเทศในปีที่ 2 (2026) ด้วยการพัฒนาโมเดล FCDF ให้เป็นทางการ และในปีต่อๆ ไป จะมุ่งสู่การเป็นตลาดระดับภูมิภาค (ปี 2027) เวทีเสวนาเชิงนโยบาย (ปี 2028) และในปีที่ 5 (2029) จะบรรลุเป้าหมายสูงสุดด้วยการผลักดันพัทยาให้ได้รับการรับรองเป็น 'UNESCO City of Film' รวมถึงขยายการให้สิทธิ์ (Licensing) แบรนด์ FCDC ให้กับเมืองอื่นๆ ทั่วประเทศ







