นางสาวเสริมสุข สลักเพ็ชร์ ที่ปรึกษาสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) พร้อมด้วยนางสาวรวินันท์ ฉ่ำเฉลิม ผู้อำนวยการกองนโยบายมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหาร มกอช. ร่วมประชุมกับ Mr. Myo Zaw รองอธิบดีกรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตร ปศุสัตว์ และชลประทานเมียนมาร์ ตลอดจนผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของทั้งสองฝ่าย ณ เมืองท่าขี้เหล็ก รัฐฉาน เมียนมาร์ เพื่อผลักดันการใช้ด่านท่าขี้เหล็กเป็นเส้นทางขนส่งผลไม้ผ่านแดนไปยังสาธารณรัฐประชาชนจีน ภายใต้พิธีสารไทย–จีนว่าด้วยการขนส่งผลไม้ทางบกผ่านประเทศที่สาม ซึ่งจากผลการหารือ ฝ่ายเมียนมาร์เห็นชอบในหลักการต่อการขนส่งผลไม้ผ่านด่านท่าขี้เหล็ก พร้อมหารือร่วมกับฝ่ายไทยถึงความพร้อมด้านกฎระเบียบสุขอนามัยพืช ขั้นตอนการนำผ่าน และเอกสารที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปอย่างราบรื่นและสอดคล้องกับมาตรฐานสากล
เส้นทางที่หารือร่วมกันคือแนว R3B จากด่านแม่สาย–ท่าขี้เหล็ก–เชียงตุง–เมืองลา ไปยังด่านต่าลั่ว เขตสิบสองปันนา มณฑลยูนนาน ซึ่งหากสามารถเปิดใช้ได้ จะถือเป็นครั้งแรกที่มีการขนส่งผลไม้ไทยไปจีนผ่านเมียนมาร์ โดยที่ผ่านมาไทยใช้เส้นทางที่ผ่าน สปป.ลาว และเวียดนามเป็นหลัก เส้นทาง R3B ยังถือเป็นเส้นทางที่สั้นที่สุดในการเชื่อมโยงภาคเหนือของไทยกับจีนตอนใต้ ซึ่งจะเป็นทางเลือกสำหรับผู้ประกอบการ และเพิ่มความยืดหยุ่นในการบริหารจัดการโลจิสติกส์ โดยเฉพาะในช่วงฤดูกาลผลผลิตออกสู่ตลาดจำนวนมาก
ปัจจุบันจีนเป็นตลาดส่งออกผลไม้สดอันดับหนึ่งของไทย โดยในปี 2568 ไทยส่งออกผลไม้ไปจีนคิดเป็นมูลค่ากว่า 2 แสนล้านบาท สินค้าหลัก ได้แก่ ทุเรียน มังคุด ลำไย และมะม่วง ซึ่งมีความต้องการสูงในตลาดจีน โดยภายใต้พิธีสารไทย–จีนว่าด้วยการขนส่งผลไม้ทางบกผ่านประเทศที่สาม ซึ่งลงนามเมื่อวันที่ 13 กันยายน 2564 ปัจจุบันไทยมีด่านนำเข้า–ส่งออกผลไม้ที่อยู่ภายใต้พิธีสารจำนวน 9 แห่ง และจีน 12 แห่ง โดยทั้งสองฝ่ายได้ใช้เส้นทางผ่านประเทศที่สามมาอย่างต่อเนื่อง การผลักดันเส้นทาง R3B จึงเป็นการขยายช่องทางเพิ่มเติมให้ผู้ส่งออกไทย สามารถกระจายผลไม้ที่ผลิตในภาคเหนือเข้าสู่ตลาดสิบสองปันนาได้โดยตรง อีกทั้งยังช่วยกระตุ้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจบริเวณชายแดนแม่สาย–ท่าขี้เหล็ก ทั้งด้านการค้า การขนส่ง และบริการที่เกี่ยวข้อง
มกอช. ยังได้เน้นย้ำความตั้งใจของไทยในการขยายความร่วมมือด้านการอำนวยความสะดวกทางการค้ากับเมียนมาร์ในอนาคต โดยไทยมองว่าเมียนมาร์เป็นประเทศคู่ภาคีสำคัญในกรอบความร่วมมืออนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง (GMS) ซึ่งสามารถร่วมกันพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบการค้าชายแดนให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น อันจะเป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศและภูมิภาคโดยรวมในระยะยาว



