วันที่ 23 เมษายน 2569 ณ วัดสุมณฑาราม บ้านไคสี ตำบลไคสี อำเภอเมือง จังหวัดบึงกาฬ กรมประมงจัดพิธีปล่อยปลายี่สกไทยคืนถิ่นแม่น้ำโขง จำนวนกว่า 1 แสนตัว เร่งเดินหน้าฟื้นฟูทรัพยากรสัตว์น้ำจืดที่มีความสำคัญต่อระบบนิเวศและวิถีชีวิตของชุมชนลุ่มน้ำโขง ผ่านการบูรณาการความร่วมมือกับทุกภาคส่วนในการอนุรักษ์สัตว์น้ำพื้นถิ่นและสัตว์น้ำที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจ เพื่อคืนความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรให้สามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างยั่งยืน ภายใต้แนวคิด “Fisheries Connect For Sustainability” โดยมี นางฐิติพร หลาวประเสริฐ อธิบดีกรมประมง เป็นประธานในพิธี และมีข้าราชการ เจ้าหน้าที่กรมประมง ตลอดจนหน่วยงานส่วนท้องถิ่น ชาวประมง และประชาชนในพื้นที่เข้าร่วมกิจกรรมอย่างคับคั่ง
นางฐิติพร หลาวประเสริฐ อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า กิจกรรมในครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนฟื้นฟูทรัพยากรสัตว์น้ำในแม่น้ำโขง หลังพบว่าระบบนิเวศมีการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ส่งผลให้สัตว์น้ำพื้นถิ่นลดปริมาณลงอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะ “ปลายี่สกไทย” หรือ ปลาเอิน (Probarbus jullieni) ซึ่งเป็นปลาน้ำจืดมีเกล็ดขนาดใหญ่ที่พบประจำถิ่นในลุ่มน้ำโขง และเป็นที่ต้องการของตลาด โดยมีราคาจำหน่ายสูงถึงกิโลกรัมละ 200–250 บาท จึงมีความสำคัญทั้งในระบบนิเวศและเชิงเศรษฐกิจ นอกจากนี้ ปลายี่สกไทยยังถูกจัดอยู่ในบัญชี 1 ของอนุสัญญา CITES ซึ่งเป็นกลุ่มสัตว์ใกล้สูญพันธุ์ที่ต้องควบคุมการค้าอย่างเข้มงวด เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อม การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ทำให้แหล่งที่อยู่อาศัย วางไข่ และเลี้ยงตัวอ่อนเสื่อมโทรมลง ประกอบกับการจับมาใช้ประโยชน์จำนวนมาก รวมถึงการใช้เครื่องมือประมงที่ไม่เหมาะสม จึงสะท้อนถึงสภาวะเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ของทรัพยากรปลายี่สกไทยในธรรมชาติอย่างน่ากังวล จากปัญหาผลกระทบที่เกิดขึ้นกับทรัพยากรและประชาชนในพื้นที่ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้แต่งตั้งคณะกรรมการบูรณาการป้องกันและแก้ไขปัญหาผลกระทบต่อภาคเกษตรจากการเปลี่ยนแปลงระบบนิเวศของแม่น้ำโขง และได้จัดทำแผนพัฒนาด้านการประมงในพื้นที่แม่น้ำโขงอย่างยั่งยืน พ.ศ.2566-2570 โดยหนึ่งในเป้าหมายที่สำคัญคือการฟื้นฟูทรัพยากรสัตว์น้ำในระบบนิเวศแหล่งน้ำพรมแดน พร้อมส่งเสริมการบริหารจัดการการใช้ประโยชน์โดยชุมชนมีส่วนร่วมอย่างยั่งยืน
ที่ผ่านมา กรมประมงได้ดำเนินการเพาะขยายพันธุ์เพื่ออนุรักษ์ฟื้นฟูทรัพยากรปลายี่สกไทยในแม่น้ำโขงและลำน้ำสาขาอย่างต่อเนื่อง หลังจากที่ประสบความสำเร็จในการเพาะขยายพันธุ์ด้วยเทคนิคการผสมเทียมพ่อแม่พันธุ์จากธรรมชาติ เป็นครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2517 อีกทั้งยังได้จัดทีมตั้งแคมป์ริมฝั่งแม่น้ำโขง ด้วยการให้ชุมชนประมงเข้ามามีส่วนร่วมดำเนินการเพื่อเฝ้าสังเกตการณ์ และรวบรวมพ่อแม่พันธุ์ปลายี่สกที่ว่ายขึ้นมาวางไข่ในช่วงฤดูผสมพันธุ์ ระหว่างเดือนพฤศจิกายน – กุมภาพันธ์ ของทุกปี โดยจะนำแม่พันธุ์ปลาที่มีความพร้อมมาฉีดกระตุ้นการวางไข่ และเก็บน้ำเชื้อพ่อพันธุ์ปลาไว้ใช้สำหรับรอการผสมเทียม จนถึงปัจจุบันกรมประมงได้ดำเนิน “โครงการเพาะพันธุ์ปลายี่สกไทย (ปลาเอิน) ในแม่น้ำโขง เพื่อฟื้นฟูทรัพยากรสัตว์น้ำในพื้นที่แม่น้ำโขงและแม่น้ำสาขา” ตามแผนพัฒนาด้านการประมงในพื้นที่แม่น้ำโขงอย่างยั่งยืน พ.ศ. 2566 – 2570 โดยให้ความสำคัญกับการเก็บรักษาน้ำเชื้อปลายี่สกไทยไว้สำหรับใช้ผสมเทียม เนื่องจากโอกาสที่ชาวประมงจะจับพ่อแม่ปลาได้พร้อมกันมีน้อยมาก บางครั้งจับแม่ปลาที่มีไข่แก่ได้แต่ขาดน้ำเชื้อจากพ่อปลา ในทางกลับกันบางครั้งจับพ่อปลาที่น้ำเชื้อมีความพร้อม แต่แม่ปลายังไม่พร้อมวางไข่ ทำให้ต้องเสียน้ำเชื้อปลาไป ดังนั้น กรมประมงจึงได้มีการจัดตั้งธนาคารเชื้อพันธุ์ (Sperm bank) เพื่อใช้ในการเก็บรักษาน้ำเชื้อให้มีประสิทธิภาพ ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาดังกล่าวได้ โดยน้ำเชื้อแช่แข็งนี้สามารถเก็บรักษาได้นานหลายปี ซึ่งปัจจุบันธนาคารเชื้อพันธุ์ปลายี่สกไทย มีอยู่จำนวน 2 แห่ง ได้แก่ กองวิจัยและพัฒนาพันธุกรรมสัตว์น้ำ และกองวิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืด โดยศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืดมุกดาหาร
สำหรับในปี 2569 นี้ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืดมุกดาหาร สามารถรวบรวมพ่อแม่พันธุ์ปลายี่สกไทยจากธรรมชาติได้รวมจำนวน 32 ตัว แบ่งเป็นเพศผู้ 14 ตัว และเพศเมีย 18 ตัว โดยจัดคู่ผสมพันธุ์ได้ 7 คู่ และประสบความสำเร็จในการเพาะพันธุ์ ผลิตลูกปลาได้ประมาณ 380,000 ตัว พร้อมทั้งดำเนินการเก็บรักษาน้ำเชื้อแบบแช่แข็งจากพ่อพันธุ์ได้ 366 หลอด เพื่อใช้ประโยชน์ในการอนุรักษ์พันธุกรรมในระยะยาว โดยได้กระจายลูกปลาไปยังศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืดในพื้นที่ใกล้เคียง ได้แก่ มหาสารคาม นครพนม อำนาจเจริญ และกาฬสินธุ์ รวม 165,000 ตัว และได้อนุบาลไว้ภายในศูนย์ฯ อีกจำนวน 215,000 ตัว ขณะที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืดหนองคาย ได้จัดตั้งแคมป์รวบรวมพ่อแม่พันธุ์ปลายี่สกไทยจากธรรมชาติในช่วงเดือนธันวาคม 2568 ถึงมกราคม 2569 โดยได้รับความร่วมมือจากชาวประมงในพื้นที่ จนสามารถรวบรวมพ่อแม่พันธุ์ได้รวมจำนวน 87 ตัว น้ำหนักระหว่าง 7.2–26.4 กิโลกรัม แบ่งเป็นเพศผู้ 44 ตัว และเพศเมีย 43 ตัว และสามารถเพาะพันธุ์ผลิตลูกปลาได้สูงถึงประมาณ 1,598,000 ตัว ก่อนกระจายสู่ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืดในจังหวัดต่าง ๆ ได้แก่ มหาสารคาม นครพนม ยโสธร ศรีสะเกษ ขอนแก่น และอุดรธานี แห่งละ 100,000 ตัว รวม 600,000 ตัว พร้อมทั้งอนุบาลไว้ภายในศูนย์อีกจำนวน 998,000 ตัว เพื่อรองรับการนำไปปล่อยคืนสู่แหล่งน้ำธรรมชาติและใช้ประโยชน์ในอนาคตต่อไป
สำหรับการจัดกิจกรรมปล่อยลูกพันธุ์ปลายี่สกไทยลงสู่แม่น้ำโขงในครั้งนี้ ได้มีการนำลูกพันธุ์ปลายี่สกไทยขนาด 5–7 เซนติเมตร จำนวน 100,000 ตัว มาจากศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืดหนองคาย โดยเลือกพื้นที่ปล่อยลงในลำน้ำโขง ณ บริเวณตำบลไคสี จังหวัดบึงกาฬ เนื่องจากเป็นแหล่งอนุบาลตัวอ่อนตามธรรมชาติที่มีความเหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของปลายี่สกไทยเป็นอย่างดี อีกทั้งยังได้รับความร่วมมือจากชาวประมงและประชาชนในพื้นที่ในการร่วมดูแล เฝ้าระวัง และอนุรักษ์ทรัพยากรประมงในพื้นที่
อธิบดีกรมประมง กล่าวในตอนท้ายว่า กรมประมงจะเดินหน้าขับเคลื่อนการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรปลายี่สกไทยอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชนในพื้นที่ เพื่อให้เกิดการใช้ประโยชน์อย่างรู้คุณค่าและยั่งยืน พร้อมทั้งขอความร่วมมือจากพี่น้องชาวประมงงดจับปลายี่สกไทยในช่วงฤดูวางไข่ และหลีกเลี่ยงการใช้เครื่องมือประมงที่ไม่เหมาะสม เพื่อเปิดโอกาสให้ทรัพยากรได้ฟื้นตัว เสริมสร้างความมั่นคงทางด้านอาหาร รองรับสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป และเป็นแหล่งรายได้ของชุมชนลุ่มน้ำโขงในระยะยาวต่อไป
#กรมประมง #ปลายี่สกไทย



