ปัจจุบันประเทศไทยกำลังเผชิญ “เกมการค้าเกษตรรูปแบบใหม่” ที่ไม่ได้แข่งขันแค่ราคา แต่แข่งขันด้วยมาตรฐานสิ่งแวดล้อม ความยั่งยืน และการตรวจสอบย้อนกลับ ทำให้การปรับตัวของภาคเกษตรไม่ใช่ทางเลือกอีกต่อไป สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ ARDA ประกาศปรับยุทธศาสตร์ครั้งสำคัญ ผ่านแผน “ARDA 2570 : Future Agri Research Blueprint” เพื่อยกระดับเกษตรไทยสู่ เกษตรมูลค่าสูง (High Value Agriculture) ที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม เทคโนโลยี และตลาดโลก ณ โรงแรม โนโวเทล กรุงเทพ ฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต
ดร.ศิริกร วิวรวงษ์ รองผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร เปิดเผยว่า แม้ GDP ภาคเกษตรปี 2568 จะขยายตัวเพิ่มขึ้น 3.3% มูลค่าราว 730,000 ล้านบาท แต่การเติบโตดังกล่าวเป็นการเติบโตในระดับใกล้เคียงค่าเฉลี่ยเดิม ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าโครงสร้างภาคเกษตรไทยยังคง “เติบโตแบบเดิม” ขณะเดียวกันภาคเกษตรไทยกำลังเข้าสู่
ขณะเดียวกันนอกจากการลงทุนด้านงานวิจัย ARDA ยังเร่งพัฒนากำลังคนภาคการเกษตรรองรับการเปลี่ยนแปลง โดยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ARDA ทุ่มงบประมาณกว่า 755 ล้านบาท พัฒนากำลังคนภาคการเกษตรแบบ“ครบห่วงโซ่” ตั้งแต่เกษตรกร นักวิจัย ไปจนถึงผู้บริหารระดับสูง มากกว่า 3 หมื่นราย ผ่านหลักสูตรฝึกอบรมมากกว่า 241 หลักสูตร อาทิ หลักสูตรวิทยาการเกษตรระดับสูง (วกส.) ที่มุ่งสร้างเครือข่ายผู้บริหารแบบ "ประชารัฐ" ที่เชื่อมภาครัฐ เอกชน และสถาบันการศึกษาเข้าด้วยกัน มีผู้บริหารด้านการเกษตรผ่านหลักสูตรแล้ว 591 ราย หลักสูตร นักบริหารการวิจัยธุรกิจเกษตร (วธก.) รวมถึงการพัฒนาคนรุ่นใหม่ตั้งแต่ระดับต้นน้ำ ผ่านหลักสูตร “ARDA Young Smart” มุ่งสร้างเยาวชนและนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ให้มีทักษะนวัตกรรมและเทคโนโลยีเกษตร เพื่อสร้าง “Change Agents” ที่สามารถวางรากฐานการเชื่อมงานวิจัย นโยบาย และภาคธุรกิจ ได้อย่างเหมาะสม
รวมถึงการพัฒนานักวิจัยด้วยทุนการศึกษา ปฏิบัติงานวิจัย ทั้งในและต่างประเทศแล้วมากกว่า 900 ทุน พร้อมจัดอบรมเชิงปฏิบัติการ เน้นการนำความรู้ไปใช้ได้จริงให้กับบุคลากรภาคเกษตรอีกกว่า 20,000 ราย ที่พร้อมเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนภาคการเกษตรต่อไป
สำหรับปีงบประมาณ 2570 ARDA วางกลไกขับเคลื่อนผ่าน 2 เครื่องมือหลัก ได้แก่ Strategic Fund (SF) และ Research Utilization (RU) โดยมุ่งเน้น 6 ทิศทางสำคัญ ครอบคลุมการเพิ่มมูลค่าผลผลิต การยกระดับ Smart Farming การจัดการทรัพยากร และการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยในมิติการใช้ประโยชน์จากงานวิจัย (Research Utilization) ARDA กำหนดแนวทางขับเคลื่อนอย่างเป็นระบบ เพื่อให้ “งานวิจัยไม่จบที่รายงาน แต่ไปสู่การใช้จริง” ผ่าน 3 กลไกสำคัญ ได้แก่ 1.การถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่เกษตรกรและชุมชนเป้าหมาย เพื่อเพิ่มรายได้และยกระดับคุณภาพชีวิต 2.การต่อยอดเชิงพาณิชย์ ร่วมกับภาคเอกชน เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์และสร้างมูลค่าเพิ่มในห่วงโซ่อุปทาน 3.การเชื่อมโยงสู่เชิงนโยบาย เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจของภาครัฐในประเด็นสำคัญ เช่น EUDR PM2.5 และ Climate Change
ARDA ได้ร่วมกับภาคเอกชนแปรรูปใบอ่อนข้าวหอมมะลิสู่ผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มสุขภาพ “ชาใบข้าวจากใบอ่อนข้าวหอมมะลิ 105” ที่ได้มาตรฐาน GMP และ อย. ซึ่งช่วยเพิ่มรายได้เกษตรกร 1,500–2,000 บาทต่อไร่ ด้านการเชื่อมโยงสู่เชิงนโยบายARDA ได้พัฒนาแพลตฟอร์ม EUDR Thailand Traceability Platform ทำหน้าที่เป็น ศูนย์กลางการจัดทำ Due Diligence Statement (DDS) ที่ช่วยลดความซ้ำซ้อนและข้อผิดพลาดในการจัดทำเอกสารซึ่งจะเป็นการช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นให้คู่ค้าในยุโรปและเป็นไปตามข้อกำหนดของ EU ที่ต้องพิสูจน์ได้ว่าไม่เกี่ยวข้องกับการตัดไม้ทำลายป่า เป็นต้น
การแถลงทิศทางการสนับสนุนทุนวิจัยของ ARDA ในปี 2570 จึงไม่ใช่เพียงการสนับสนุนงานวิจัย แต่คือการ “เปลี่ยนบทบาทงานวิจัย” ให้เป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากอย่างแท้จริง จากเกษตรที่พึ่งพาปัจจัยเดิม สู่เกษตรที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล เทคโนโลยี และตลาดโลกในวันที่กติกาโลกเปลี่ยนเร็วกว่าเดิม งานวิจัยจะเป็นตัวแปรสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนให้เกษตรกรไทยไม่อยู่เพียงในฐานะผู้ผลิตวัตถุดิบ แต่จะก้าวขึ้นเป็นผู้สร้างมูลค่าในเศรษฐกิจโลกได้อย่างมั่นใจ
#ARDA #ARDA2570










