กรมประมงยกระดับการนำผลลัพธ์งานวิจัยและนวัตกรรมไปใช้ประโยชน์ในพื้นที่จริง จับมือ สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ ARDA เดินหน้าโครงการ “การขยายองค์ความรู้และนวัตกรรมการเลี้ยงปูขาว เพื่อเพิ่มรายได้และส่งเสริมการปรับเปลี่ยนอาชีพอย่างยั่งยืน” ภายใต้ทุนวิจัย App Tech หนุนพัฒนาการเลี้ยงปูขาวเชิงนิเวศ สัตว์น้ำเศรษฐกิจศักยภาพสูงของไทยให้มีประสิทธิภาพ ด้วยการจัดการคุณภาพระบบผลิต ตามหลักวิชาการ พร้อมนำองค์ความรู้ เทคโนโลยี ที่ตอบโจทย์ความต้องการของพื้นที่ไปประยุกต์ใช้ให้เกิดผลสำเร็จ ในเชิงเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรม โชว์ผลงานนำร่อง จ.นครศรีธรรมราช สามารถสร้างกำไรให้เกษตรกรได้สูงถึงร้อยละ 71.84 เล็งต่อยอดสู่การพัฒนาอาชีพไปยังพื้นที่ชายฝั่งทะเลอื่น ๆ ของประเทศในอนาคต
นางฐิติพร หลาวประเสริฐ อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า กรมประมงมุ่งผลักดันงานวิจัยและนวัตกรรมสู่การใช้ประโยชน์อย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขันของภาคการประมงไทยให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน ควบคู่การบริหารจัดการทรัพยากรอย่างสมดุลและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สอดรับกับนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และแนวคิด Fisheries Connect for Sustainability ที่พร้อมเชื่อมโยงความร่วมมือกับทุกภาคีเครือข่ายเพื่อสนับสนุนการพัฒนาอาชีพด้านประมงอย่างต่อเนื่องนายชัยวุฒิ สุดทองคง ผู้เชี่ยวชาญด้านการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง กองวิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง กรมประมง เปิดเผยว่า ได้เริ่มดำเนินโครงการฯ ในพื้นที่นำร่องของจังหวัดนครศรีธรรมราช โดยมีเกษตรกรเข้าร่วม รวมจำนวน 100 ราย ครอบคลุมพื้นที่เลี้ยงกว่า 312.80 ไร่ แบ่งเป็นอำเภอหัวไทร 52 ราย อำเภอปากพนัง 26 ราย และอำเภอเมืองนครศรีธรรมราช 22 ราย ซึ่งในช่วง 6 เดือนแรกของการดำเนินงาน ได้จัดฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ จำนวน 3 รุ่น ครอบคลุมทุกพื้นที่เป้าหมาย เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการเลี้ยงปูขาวเชิงนิเวศ ตั้งแต่การจัดการดินและน้ำในบ่อเลี้ยง การปรับปรุงสภาพพื้นบ่อ การจัดการสารอินทรีย์สะสม การใช้จุลินทรีย์กลุ่มบาซิลลัสเพื่อย่อยสลายของเสีย การใช้จุลินทรีย์สังเคราะห์แสง เพื่อควบคุมแอมโมเนีย ไนไตรท์ และไฮโดรเจนซัลไฟด์ ซึ่งเป็นก๊าซที่อันตรายในบ่อเลี้ยง รวมถึงการส่งเสริมการเลี้ยงปูขาวร่วมกับปลานวลจันทร์ทะเล เพื่อช่วยควบคุมสาหร่ายและขี้แดด ลดการสะสมของอินทรียวัตถุบริเวณพื้นบ่อ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่อาจทำให้พื้นบ่อเน่าเสีย และส่งผลกระทบต่อสุขภาพ การเจริญเติบโต และอัตรารอดของปูขาว
นอกจากนี้ โครงการฯ ยังมีการสนับสนุนปัจจัยการผลิตในลักษณะ “ชุดเทคโนโลยีเริ่มต้น” เพื่อสร้างแรงจูงใจให้เกษตรกรทดลองใช้เทคโนโลยีจริงในพื้นที่ของตนเอง ได้แก่ ลูกปูขาวขนาด 5 เซนติเมตร จำนวน 500 ตัวต่อราย จุลินทรีย์สังเคราะห์แสง และจุลินทรีย์บาซิลลัส รวมทั้งลูกปลานวลจันทร์ทะเลสำหรับใช้เลี้ยงร่วมในระบบ เพื่อช่วยรักษาสมดุลของบ่อ และลดความเสี่ยงจากการเสื่อมสภาพของพื้นบ่อ อีกทั้งยังมีเจ้าหน้าที่ช่วยให้คำแนะนำด้านการจัดการบ่อ การจัดการคุณภาพน้ำและดินพื้นบ่อ รวมถึงติดตามผลการเลี้ยงอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เกษตรกรสามารถเรียนรู้จากการปฏิบัติจริงในพื้นที่ของตนเอง ลดความเสี่ยงในการเริ่มต้นใช้เทคโนโลยี และสามารถปรับใช้ให้เหมาะสมกับสภาพบ่อของแต่ละราย นอกจากนี้ โครงการฯ ยังส่งเสริมให้เกษตรกรจัดเก็บข้อมูลด้านต้นทุน ผลผลิต และรายได้ผ่านระบบดิจิทัล รวมทั้งติดตามผลการดำเนินงานผ่าน AppTech Management System เพื่อใช้ประเมินผลการใช้เทคโนโลยี ปรับปรุงการจัดการ และต่อยอดสู่ระบบการผลิตปูขาวที่มีประสิทธิภาพ เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะสร้างรายได้ให้เกษตรกรได้อย่างยั่งยืนในระยะต่อไป
ผลการดำเนินงานในช่วงเริ่มต้นสะท้อนให้เห็นว่า เกษตรกรมีการยอมรับเทคโนโลยีเพิ่มขึ้น และสามารถนำองค์ความรู้ไปปรับใช้กับระบบการเลี้ยงเดิมของตนเองได้อย่างเหมาะสม ส่งผลให้การจัดการบ่อเลี้ยงมีประสิทธิภาพมากขึ้น ลดความเสี่ยงด้านคุณภาพน้ำ และวางรากฐานสู่การเพิ่มผลผลิตได้ในระยะต่อไป ส่วนในด้านการจัดการต้นทุน โครงการฯ ได้ส่งเสริมการใช้ทรัพยากรอาหารสัตว์น้ำในพื้นที่อย่างเหมาะสม รวมถึงแนวทางการใช้ปลาหมอคางดำเป็นอาหารปู เพื่อลดภาระต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต โดยมุ่งเน้นการใช้ประโยชน์ภายในระบบการเลี้ยงเป็นหลัก ควบคู่กับการประยุกต์ใช้แนวคิด Nature-based Solutions หรือ NbS ในการออกแบบและบริหารจัดการฟาร์ม เช่น การใช้จุลินทรีย์ในการฟื้นฟูคุณภาพดินและน้ำ การส่งเสริมความหลากหลายทางชีวภาพในบ่อเลี้ยง และการใช้กลไกทางธรรมชาติในการควบคุมสมดุลของระบบนิเวศ ซึ่งช่วยลดการพึ่งพาสารเคมี ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และเพิ่มความยั่งยืนของระบบการผลิตในระยะยาว
ผลลัพธ์จากการดำเนินงานในพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราชแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของการใช้เทคโนโลยีในการยกระดับผลผลิตอย่างเป็นรูปธรรม โดยเกษตรกรมีต้นทุนการผลิตเฉลี่ย 9,798.92 บาทต่อไร่ต่อรุ่น มีรายได้เฉลี่ย 16,838.17 บาทต่อไร่ต่อรุ่น และมีกำไรเฉลี่ย 7,039.25 บาทต่อไร่ต่อรุ่น หรือคิดเป็นอัตราผลตอบแทนจากการลงทุน ร้อยละ 71.84 ซึ่งสะท้อนถึงความคุ้มค่าเชิงเศรษฐกิจควบคู่กับความยั่งยืนเชิงนิเวศ และความเป็นไปได้ในการขยายผลเทคโนโลยีการเลี้ยงปูขาวเชิงนิเวศไปยังพื้นที่ชายฝั่งอื่น ๆ ของประเทศในอนาคต
อธิบดีกรมประมง กล่าวในตอนท้ายว่า กรมประมงพร้อมเดินหน้าส่งเสริมการนำผลงานวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรมไปขยายผลสู่เกษตรกรอย่างต่อเนื่อง เพื่อขานรับกับนโยบายสำคัญของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในการยกระดับการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ โดยเฉพาะปูทะเลให้มีประสิทธิภาพ ควบคู่กับการรักษาสมดุลของทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม โดยเชื่อมั่นว่า “การเลี้ยงปูขาวเชิงนิเวศ” จะเป็นอีกแนวทางสำคัญในการสร้างอาชีพ สร้างรายได้ และเพิ่มความมั่นคงให้แก่เกษตรกรชายฝั่งทะเล ตลอดจนช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งให้ภาคการประมงไทยสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืนในอนาคต







