นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประกาศปิดดีลส้มโอสองสายพันธุ์ ขาวน้ำผึ้งและทับทิมสยาม พร้อมเดินหน้าผลักดันเปิดตลาดมะม่วงทุกสายพันธุ์และสินค้าปศุสัตว์ ภายใต้ความตกลงการค้าเสรี JTEPA ไทย-ญี่ปุ่น เพิ่มโอกาสทางการค้า สร้างความความเชื่อมั่นสินค้าเกษตรไทยในตลาดญี่ปุ่น
เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2569 นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่าได้มอบหมายให้ นายสัตวแพทย์ชัยวัฒน์ โยธคล เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) เป็นหัวหน้าคณะฝ่ายไทย พร้อมด้วยผู้แทนจากกรมวิชาการเกษตร กรมปศุสัตว์ และกรมประมง ในการประชุมคณะอนุกรรมการพิเศษว่าด้วยความปลอดภัยอาหาร ภายใต้ความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทย–ญี่ปุ่น หรือ JTEPA ครั้งที่ 16 ซึ่งไทยเป็นเจ้าภาพจัดขึ้น ณ จังหวัดภูเก็ต ร่วมกับผู้แทนฝ่ายญี่ปุ่นจากกระทรวงเกษตร ป่าไม้และประมงญี่ปุ่น (MAFF) และกระทรวงสาธารณสุข แรงงาน และ สวัสดิการประเทศญี่ปุ่น (MHLW)
ในการประชุมครั้งนี้ ไทยและญี่ปุ่นประสบความสำเร็จในการเจรจาร่วมกัน โดยไทยสามารถขยายตลาดส่งออกส้มโอไปยังญี่ปุ่นเพิ่มเติมอีก 2 สายพันธุ์ ได้แก่ พันธุ์ขาวน้ำผึ้ง และพันธุ์ทับทิมสยาม จากเดิมที่สามารถส่งออกได้เฉพาะพันธุ์ทองดี โดยตั้งเป้าหมายว่า ภายในปี 2569 ไทยจะสามารถส่งออกส้มโอสายพันธุ์ใหม่ทั้งสองสายพันธุ์ไปยังญี่ปุ่นได้ ขณะเดียวกัน ญี่ปุ่นจะสามารถส่งออกผลส้มจากพื้นที่ใหม่มายังไทยได้เช่นกัน นอกจากนี้ ฝ่ายไทยยังได้เจรจาผลักดันการขอยกเลิกการจำกัดสายพันธุ์ เพื่อให้ไทยสามารถส่งออกส้มโอและมะม่วงไปยังญี่ปุ่นได้ทุกสายพันธุ์ในอนาคต ความสำเร็จครั้งนี้นับเป็นก้าวสำคัญในการปลดล็อกข้อจำกัดทางการค้า และจะช่วยเพิ่มโอกาสให้ผลไม้ไทยขยายตลาดในประเทศญี่ปุ่นได้มากยิ่งขึ้น
ในโอกาสนี้ ไทยยังได้ผลักดันการเปิดตลาดสินค้าปศุสัตว์ของไทยส่งออกไปยังญี่ปุ่นเพิ่มเติม ได้แก่ เนื้อไก่และสัตว์ปีกจากมาตรการโซนนิ่งโรคไข้หวัดนก (NAI Regionalization) เนื้อหมูแช่เย็นและแช่แข็ง วัตถุดิบอาหารสัตว์ รวมถึงการขยายขอบข่ายผลิตภัณฑ์หมูปรุงสุก ได้แก่ ขาหมู ซี่โครง และลำไส้ปรุงสุก ซึ่งทั้งสองฝ่ายจะหารือทางเทคนิคอย่างใกล้ชิดร่วมกันต่อไป
นอกจากนี้ ญี่ปุ่นยังตกลงให้ความช่วยเหลือทางวิชาการแก่ไทยในการพัฒนาระบบการผลิตโคที่ลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก รวมถึงการพัฒนาระบบฉลากคาร์บอน เพื่อยกระดับขีดความสามารถของภาคปศุสัตว์ไทย อันจะนำไปสู่การพัฒนาสินค้าพรีเมี่ยมเพื่อเพิ่มมูลค่า และสอดรับกับทิศทางการค้าในอนาคตที่มุ่งสู่ความยั่งยืน





