กรมส่งเสริมการเกษตร เดินหน้ายกระดับศักยภาพกาแฟโรบัสตาของจังหวัดชุมพร ซึ่งเป็นแหล่งผลิตกาแฟโรบัสตาที่สำคัญที่สุดของประเทศ ด้วยการผลักดันการจัดตั้ง ศูนย์กาแฟโรบัสตาคุณภาพแบบครบวงจร จังหวัดชุมพร เพื่อเป็นศูนย์กลางการถ่ายทอดองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมด้านการผลิตและแปรรูปกาแฟคุณภาพ พร้อมเชื่อมโยงตลาด สร้างมูลค่าเพิ่มให้ผลผลิต และยกระดับรายได้ของเกษตรกรอย่างยั่งยืน
นางอัญชลี สุวจิตตานนท์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า จังหวัดชุมพรมีพื้นที่ปลูกกาแฟโรบัสตามากที่สุดของประเทศไทย ในปี 2568 มีพื้นที่ปลูกกว่า 34,114 ไร่ ครอบคลุม 8 อำเภอ อย่างไรก็ตาม พื้นที่ปลูกและผลผลิตมีแนวโน้มลดลงจากปีก่อน อันเป็นผลมาจากข้อจำกัดด้านองค์ความรู้ เทคโนโลยีการผลิตและแปรรูป การประเมินคุณภาพ รวมถึงการเข้าถึงตลาดกาแฟคุณภาพ ส่งผลให้เกษตรกรส่วนใหญ่ยังจำหน่ายผลผลิตในรูปแบบวัตถุดิบที่ไม่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้เต็มศักยภาพ กรมส่งเสริมการเกษตรจึงร่วมกับสำนักงานเกษตรจังหวัดชุมพร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ ภาคเอกชน ผู้เชี่ยวชาญด้านกาแฟ และเครือข่ายเกษตรกรในพื้นที่ พัฒนาศูนย์กาแฟโรบัสตาคุณภาพแบบครบวงจร เพื่อเป็นกลไกสำคัญในการบูรณาการงานวิจัย เทคโนโลยี และองค์ความรู้สู่พื้นที่อย่างเป็นระบบ พร้อมยกระดับการผลิตกาแฟโรบัสตาของจังหวัดชุมพรสู่มาตรฐานกาแฟคุณภาพพิเศษ (Fine Robusta)
ซึ่งศูนย์ฯ จะทำหน้าที่ครอบคลุมตั้งแต่การประเมินคุณภาพเมล็ดกาแฟด้วยกระบวนการ Cupping โดยผู้เชี่ยวชาญ Q Robusta Grader การจัดแสดงและสาธิตเทคโนโลยีที่เหมาะสมสำหรับเกษตรกรรายย่อย เช่น ตู้อบแห้งพลังงานแสงอาทิตย์ร่วมกับพลังงานไฟฟ้า ถังหมักกาแฟแบบไม่เติมอากาศ เครื่องคัดแยกเมล็ด และเครื่องคั่วกาแฟ ตลอดจนเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และเชื่อมโยงตลาดระหว่างเกษตรกร โรงคั่ว ร้านกาแฟ และผู้ประกอบการ
อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า แนวคิดสำคัญของศูนย์ คือ "เปลี่ยนจากการขายผลผลิตที่ไม่ได้รับการรับรองคุณภาพ สู่การสร้างมูลค่าด้วยคุณภาพและมาตรฐาน" โดยส่งเสริมให้เกษตรกรผลิตกาแฟที่ผ่านการรับรองคุณภาพ สามารถเข้าสู่ตลาดกาแฟคุณภาพพิเศษ ซึ่งปัจจุบันมีความต้องการเพิ่มขึ้นทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยกาแฟที่ผ่านการประเมินคุณภาพตั้งแต่ 80 คะแนนขึ้นไป มีมูลค่าสูงกว่ากาแฟทั่วไปหลายเท่า ผลการดำเนินงานที่ผ่านมา พบว่า เกษตรกรที่ได้รับการถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยีสามารถพัฒนาคุณภาพเมล็ดกาแฟจนผ่านมาตรฐาน Q Robusta และมีรายได้เพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 15–30 ขณะเดียวกัน กาแฟคั่วคุณภาพสามารถจำหน่ายได้ในราคาสูงไม่น้อยกว่า 800 บาทต่อกิโลกรัม
นอกจากนี้ ยังเกิดเครือข่ายเกษตรกรต้นแบบด้านกาแฟโรบัสตา และการเชื่อมโยงตลาดกับผู้ประกอบการอย่างเป็นรูปธรรมการจัดตั้งศูนย์กาแฟโรบัสตาคุณภาพแบบครบวงจรนับเป็นนวัตกรรมการส่งเสริมการเกษตรที่บูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาควิชาการ ภาคเอกชน และเครือข่ายเกษตรกร โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กองทุนส่งเสริม ววน.) และหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 และในปี พ.ศ. 2569 มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพร่วมดำเนินงานกับสำนักงานเกษตรจังหวัดชุมพร เพื่อยกระดับการผลิตกาแฟจากเชิงปริมาณสู่เชิงคุณภาพ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของเกษตรกรไทย พร้อมวางรากฐานให้จังหวัดชุมพรก้าวสู่การเป็น "Robusta Coffee Hub" หรือศูนย์กลางกาแฟโรบัสตาคุณภาพของประเทศไทย และสามารถต่อยอดสู่การพัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวเชิงกาแฟ ระบบตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในชุมชนได้อย่างยั่งยืน
#กรมส่งเสริมการเกษตร #กาแฟโรบัสตา #กาแฟชุมพร




