กรมประมง โชว์ความเป็นหนึ่ง !! นำสื่อมวลชนลงพื้นที่ไขความลับ เปิดเส้นทาง “กุ้งก้ามกรามไทย” สัตว์น้ำเศรษฐกิจที่สำคัญ มูลค่าสูงกว่า 8.7 พันล้านบาท โชว์มาตรฐานการผลิตตลอดห่วงโซ่ จนได้วัตถุดิบชั้นเลิศ พร้อมเสิร์ฟเมนูฮิตติดเทรนด์ “ต้มยำกุ้ง” มรดกโลกบนโต๊ะอาหาร (From Farm to Table)
วันที่ 18 – 19 สิงหาคม 2568 นายบัญชา สุขแก้ว อธิบดีกรมประมง พร้อมด้วยคณะผู้บริหารกรมประมง นำคณะสื่อมวลชนลงพื้นที่ติดตามผลการดำเนินงานส่งเสริมการผลิต กุ้งก้ามกรามคุณภาพมาตรฐานสากล ครบทุกขั้นตอนตลอดห่วงโซ่การผลิต เพื่อให้ได้วัตถุดิบหลักของเมนูยอดฮิตที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย ณ ศูนย์วิจัยและพัฒนาพันธุกรรมสัตว์น้ำเพชรบุรี ฟาร์มเพาะเลี้ยงกุ้งก้ามกรามของเกษตรกร นายประกอบ ทรัพย์ยอดแก้ว นายกสมาคมผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำไทย จังหวัดราชบุรี และโรงงานแปรรูปสัตว์น้ำ บริษัทมารีนโกลด์ โปรดักส์ จำกัด จังหวัดสมุทรสาคร
นายบัญชา สุขแก้ว อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า “กุ้งก้ามกราม” สัตว์น้ำเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศไทย สามารถสร้างอาชีพให้เกษตรกรได้เป็นอย่างดี ซึ่งกุ้งก้ามกราม มีบทบาทในครัวไทยและครัวโลก สามารถนำมาปรุงเป็นอาหารได้หลากหลายเมนู โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมนูต้มยำกุ้ง เป็นที่นิยมของผู้บริโภคทั่วโลก ได้รับการยอมรับในระดับสากลว่าเป็นอาหารที่สะท้อนอัตลักษณ์ความเป็นไทย จนกระทั่งองค์การการศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (United Nations Educational, Scientific and Cultural Organization : UNESCO) ได้ขึ้นทะเบียนและประกาศให้ “ต้มยำกุ้ง” เป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรม ทำให้กระแสความต้องการในการบริโภคกุ้งก้ามกรามเพิ่มมากขึ้นทั้งในและต่างประเทศ
กรมประมง มีนโยบายในการพัฒนากุ้งก้ามกรามไทยทั้งระบบ ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ เพื่อยกระดับให้เป็นวัตถุดิบอาหารระดับโลก โดยมุ่งเน้นส่งเสริมการเพาะเลี้ยงกุ้งก้ามกรามให้มีประสิทธิภาพและยั่งยืน ผ่านกระบวนการถ่ายทอดความรู้และเทคโนโลยีที่ทันสมัยให้กับเกษตรกร ตั้งแต่วิธีการเลี้ยงที่ช่วยลดต้นทุนการผลิต การจัดการคุณภาพน้ำในบ่อเลี้ยง เพื่อให้กุ้งก้ามกรามมีสุขภาพที่ดีและเจริญเติบโตอย่างเหมาะสม การเฝ้าระวังและป้องกันโรคที่อาจเกิดขึ้นกับกุ้งก้ามกราม ที่สำคัญคือ การพัฒนาสายพันธุ์กุ้งก้ามกรามที่มีคุณภาพได้มาตรฐาน ทั้งในเรื่องของขนาด รูปร่าง และทนทานต่อโรคต่างๆ ปัจจุบันกรมประมงได้พัฒนาสายพันธุ์กุ้งก้ามกราม “มาโคร 1” ที่ตอบโจทย์ทั้งด้านอัตราการเจริญเติบโตดีขึ้น กุ้งตัวโตเร็ว แข็งแรง และปลอดโรค ช่วยเพิ่มผลผลิตและลดต้นทุน จากการส่งเสริมการเพาะเลี้ยงกุ้งก้ามกรามพันธุ์ มาโคร 1 อย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้เกษตรกรสามารถนำไปต่อยอดขยายผลในการเพาะเลี้ยงกุ้งก้ามกรามให้มีคุณภาพได้มาตรฐานตรงตามความต้องการของตลาด ควบคู่กับการถ่ายทอดเทคโนโลยีกระบวนการผลิตลูกพันธุ์ การอนุบาล การเพาะเลี้ยงอย่างครบวงจร ภายใต้มาตรฐานสากล เป็นการขยายโอกาสทางการตลาด และเพิ่มมูลค่าการส่งออกกุ้งก้ามกรามของไทยไปยังตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะตลาดที่มีศักยภาพ เช่น จีน เป็นต้น ช่วยให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นจากการเลี้ยงกุ้งก้ามกรามที่มีคุณภาพและราคาดี ที่สำคัญยังเป็นการสร้างความมั่นคงทางอาหารให้กับประเทศด้วย
สำหรับประเทศไทยมีการเพาะเลี้ยงกุ้งก้ามกรามกันอย่างแพร่หลายในหลายพื้นที่ อาทิ ราชบุรี สุพรรณบุรี นครปฐม ฉะเชิงเทรา ชลบุรี กาฬสินธุ์ และเชียงราย เป็นต้น ปัจจุบันมีฟาร์มเพาะเลี้ยงที่ขึ้นทะเบียนกับกรมประมง จำนวน 12,763 แห่ง (ข้อมูล ปี 2567) ทีพื้นที่เลี้ยง 125,476 ไร่ ปริมาณผลผลิต 42,643 ตัน คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 8,701.8 ล้านบาท ถือเป็นสัตว์น้ำเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศไทย ที่มีผลผลิตและมูลค่าทางเศรษฐกิจที่สูง สร้างรายได้ให้กับเกษตรกรและนำรายได้เข้าสู่ประเทศเป็นจำนวนมาก อย่างไรก็ตาม กรมประมงมีความเข้มงวดในการควบคุมมาตรฐานการผลิตและการส่งออกกุ้งก้ามกรามทุกกระบวนการผลิตต้องผ่านการขึ้นทะเบียนกับกรมประมงตามที่กำหนด ตั้งแต่โรงเพาะฟัก หรือฟาร์มอนุบาล ฟาร์มเลี้ยง สถานบรรจุสัตว์น้ำ (Packing house) และโรงงานแปรรูป (Processing Establishment) กุ้งก้ามกรามและผลิตภัณฑ์เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคและประเทศคู่ค้าตลอดห่วงโซ่การผลิต
ด้านนายประกอบ ทรัพย์ยอดแก้ว เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งก้ามกรามและนายกสมาคมผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำไทย กล่าวว่า การเพาะเลี้ยงกุ้งก้ามกรามของไทยมีการพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง ถ้าเปรียบเทียบกับต่างประเทศแล้วถือว่าประเทศไทยเป็นผู้นำในด้านการเพาะเลี้ยงกุ้งก้ามกรามอันดับต้นๆ ของโลก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องระบบการเลี้ยงของเกษตรกรที่มีคุณภาพมาตรฐานตามที่กรมประมงกำหนด ข้อได้เปรียบของพื้นที่เหมะสมและมีแหล่งน้ำที่ดี ที่สำคัญเรามีสายพันธุ์กุ้งที่ดี นอกจากนี้ ยังมีห้องเย็นบริษัทผู้ส่งออกกุ้งก้ามกราม ที่มีความพร้อมในการส่งออกกุ้งไปยังตลาดต่างประเทศ ซึ่งตลาดส่งออกยังมีความต้องการกุ้งก้ามกรามจากประเทศไทยจำนวนมาก
ทั้งนี้ สถานการณ์การเพาะเลี้ยงกุ้งก้ามกรามของไทยในปัจจุบันสามารถผลิตได้เฉลี่ยปีละประมาณ 6-8 หมื่นตัน ขณะที่ความต้องการบริโภคทั้งในและต่างประเทศมีมากกว่า 5 แสนตันต่อปี นับว่าตลาดกุ้งก้ามกรามยังไปได้อีกไกล แต่ต้องมีการบูรณาการร่วมมือกันทุกภาคส่วนอย่างเป็นรูปธรรม เช่น สร้างคลัสเตอร์กุ้งก้ามกรามขึ้นมา เพื่อเชื่อมโยงกันทั้งระบบตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้เกษตรกร สร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค และเพิ่มโอกาสในการแข่งขันในเวทีโลกมากขึ้น ทั้งนี้ ถ้าทุกฝ่ายจับมือกันเดินไปในทิศทางเดียวกัน เชื่อมั่นว่าภายในระยะเวลาไม่เกิน 5 ปีต่อจากนี้ ประเทศไทยจะเป็นผู้นำในด้านการผลิตและส่งออกกุ้งก้ามกรามเป็นอันดับ 1 ของโลกอย่างแน่นอน













