วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569 นายนิรันดร์ มูลธิดา อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ พร้อมคณะสื่อมวลชนและผู้บริหารกรมส่งเสริมสหกรณ์ ลงพื้นที่ อ.ฝาง จ.เชียงใหม่เพื่อติดตามสถานการณ์ผลผลิตส้มสายน้ำผึ้งที่กำลังออกสู่ตลาดในช่วงนี้ โดยจุดแรกเยี่ยมชมการจัดการสวนส้มปลอดภัยตามมาตรฐาน GAP ของนายก๋องแก้ว เรือนใจ ประธานกลุ่มเกษตรกรทำไร่โป่งน้ำร้อน ต.โป่งน้ำร้อน พร้อมรับฟังเรื่องราวการทำสวนส้มสายน้ำผึ้งจากเจ้าของสวน การดูแลรักษา การรวบรวมผลผลิตและการจำหน่ายสู่ตลาดปลายทาง
จากนั้นนายนิรันดร์ มูลธิดาและคณะได้เดินทางไปยังที่ทำการกลุ่มเกษตรกรทำไร่โป่งน้ำร้อนเพื่อเยี่ยมชมกระบวนการร่อนส้ม คัดผลผลผลิตตามขนาด กระบวนการบรรจุหีบห่อเพื่อส่งลูกค้าปลายทาง พร้อมรับฟังรายงานการใช้อุปกรณ์การตลาดที่ได้รับการสนับสนุนจากกรมส่งเสริมสหกรณ์ รวมถึงการช่วยเหลือสมาชิกของกลุ่มเกษตรทำไร่โป่งน้ำร้อนในด้านการส่งเสริมการทำสวนส้มและการผลักดันเพื่อให้ได้มาตรฐานการผลิตแบบ GAP
นายก๋องแก้ว เรือนใจ ประธานกลุ่มเกษตรกรทำไร่โป่งน้ำร้อน ต.โป่งน้ำร้อน อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ เปิดเผยว่าเริ่มต้นทำสวนส้มสายน้ำผึ้งในพื้นที่โป่งน้ำร้อนมาตั้งแต่ปี 2546 บนเนื้อที่ 60 ไร่ เนื่องจากเป็นพื้นที่มีความเหมาะสม สภาพอากาศดี มีภูเขาสูง ที่สำคัญมีแหล่งน้ำแร่ธรรมชาติไหลผ่าน โดยเฉพาะน้ำพุร้อนซึ่งเป็นปรากฎการณ์ทางธรรมชาติที่มีอุณหภูมิสูงไหลพุ่งจากใต้ดิน อุดมไปด้วยแร่ธาตุเหลายชนิดมีผลต่อการปลูกส้มสายน้ำผึ้ง
“ส้มสายน้ำผึ้งในกลุ่มฝางจะได้รับน้ำจากสายน้ำแร่น้ำพุร้อน ทำให้รสชาติมีความแตกต่างจากส้มที่อื่น ๆ หวานนำเปรี้ยว กลิ่นหอม มีเอกลักษณ์เฉพาะ เนื้อแน่นฉ่ำ ปอกง่าย รูปทรงกลมแป้น อุดมไปด้วยวิตามินซี และสารต้านอนุมูลอิสระสูง”
นายก๋องแก้วเผยต่อว่าสำหรับการปลูกนั้นบนเนื้อที่ 1 ไร่จะปลูกเฉลี่ย 100-170 ต้น ในสวนตนนั้น ถ้ารวมทุกแปลงขณะนี้มีอยู่ประมาณ 6 หมื่นถึง 1 แสนต้น ให้ผลผลิตเกือบตลอดทั้งปี มีทั้งในฤดูและนอกฤดู ซึ่งในฤดูนั้นจะให้ผลผลิตช่วงพฤศจิกายนถึงกุมภาพันธ์ ส่วนนอกฤดูจะอยู่ในมีนาคมถึงตุลาคม
“ตอนนี้ในฤดูผลผลิตใกล้จะหมดแล้ว ต่อไปจะเป็นส้มนอกฤดู ปีนี้ช่วงต้นปีราคาถูกมากเลยเฉลี่ยอยู่ที่กิโลกรัมละ 10-15 บาทเท่านั้น พอมาช่วงนี้ใกล้ ๆ เทศกาลตรุษจีนราคาเริ่มขยับขึ้นส้มคละเบอร์จะอยู่ที่ 30-40 บาทต่อกิโล ภาพรวมปีนี้ราคาส้มถือว่าดี เมื่อเทียบกับปีก่อน ๆ แต่ช่วงนี้ปริมาณผลผลิตน้อยลงมากแล้วเพราะอยู่ในช่วงปลายฤดู” ประธานกลุ่มเกษตรกรทำไร่โป่งน้ำร้อนเผย
นายก๋องแก้วยอมรับว่าปัจจุบันต้นทุนการผลิตสูงมาก ทั้งค่าปุ๋ย ค่ายารวมทั้งค่าแรงงานที่สูงขึ้นทุกปี ต้นทุนเฉลี่ยอยู่ที่ 5 หมื่นถึง 1 แสนบาทต่อไร่ ที่สวนจึงหาวิธีการลดต้นทุนด้วยการใส่ปุ๋ยเคมีสลับปุ๋ยอินทรีย์ เดือนละ 1 ครั้งเพื่อปรับปรุงบำรุงสภาพดิน ถ้าจะให้ถึงจุดคุ้มทุน ผลผลิตเฉลี่ยจะต้องอยู่ที่ 2-3 พันกิโล/ไร่ แต่ทั้งนี้ต้องขึ้นอยู่กับราคาผลผลิตในขณะนั้นด้วย
ประธานกลุ่มเกษตรกรทำไร่โป่งน้ำร้อน ย้ำด้วยว่าในส่วนช่องทางการตลาดนั้น มีอยู่ 3 ช่องทาง ช่องทางแรกขายผ่านเครือข่าวสหกรณ์จากทั่วประเทศ ในราคานำตลาดกิโลกรัมละ 1-3 บาท ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับตลาดปลายทางด้วย ช่องทางที่สองขายผ่านพ่อค้าในพื้นที่และบริษัทเอกชนในราคาตามตลาดและช่องทางสุดท้ายขายทางออนไลน์โดยลูกหลานเด็กรุ่นใหม่มาช่วยขายในช่องทางนี้
นอกจากนี้ นายก๋องแก้วยังได้กล่าวถึงการดำเนินงานของกลุ่มเกษตรกรทำไร่โป่งน้ำร้อนในฐานะที่ตัวเองเป็นประธานฯ โดยกลุ่มเริ่มจดทะเบียนจัดตั้งกลุ่มมาตั้งแต่ปี 2519 ปัจจุบันมีสมาชิกจำนวน 160 ราย ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรกรรม พืชหลักที่ปลูกได้แก่ ส้มสายน้ำผึ้ง ทุเรียน หอมหัวใหญ่ ข้าวโพดหวาน ข้าวและพืชผัก ส่วนอาชีพรองรับจ้างทั่วไปและค้าขาย
โดยกลุ่มดำเนินธุรกิจใน 4 ด้าน ประกอบด้วย ธุรกิจสินเชื่อ ธุรกิจจัดหาสินค้ามาจำหน่าย ธุรกิจรวบรวมผลผลิตส้มสาย้ำผึ้ง และธุรกิจแปรรูปผลผลิตทางการเกษตรและผลิตสินค้า(ปุ๋ยอินทรีย์) ซึ่งเมื่อสิ้นปีบัญชีวันที่ 30 มิถุนายน 2568 ที่ผ่านมากลุ่มมีทุนดำเนินงานทั้งสิ้น 15.25 ล้านบาท จากผลการดำเนินงานดังกล่าวมีกำไรสุทธิประจำปีเป็นทั้งสิ้น 224,522.55 บาท
อย่างไรก็ตามช่วงที่ผ่านมากลุ่มได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากกรมส่งเสริมสหกรณ์ทั้งเงินกู้กองทุนสงเคราะห์เกษตรกรแบบปลอดดอกเบี้ย เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับกลุ่ม จำนวน 7 ล้านบาท การสนับสนุนจัดซื้อบรรจุภัณฑ์ตะกร้าผลไม้หูเหล็ก ขนาดไม่เกิน 25 กิโลกรัม จำนวน 500 ใบทุกปี และจัดซื้อรถโฟคลิฟ 1คัน โดยกลุ่มจะออกเงินสมทบไม่น้อยกว่าร้อยละ 30 ในแต่ละอุปกรณ์
นอกจากนี้กรมส่งเสริมสหกรณ์ยังได้สนับสนุนอุปกรณ์แปรรูปผลผลิตทางการเกษตรได้แก่ โรงเรือนรวบรวมและคัดแยกผลผลิตขนาด 392 ตารางเมตรจำนวน 1 หลัง เป็นเงิน 2.01 ล้านบาทและจัดซื้อเครื่องคัดแยกส้ม ขนาดกำลังการผลิต 3.2 ตัน/ชั่วโมง จำนวน 1 เครื่อง เป็นเงิน 1.17 ล้านบาท ทั้งนี้ เพื่อยกระดับมาตรฐานการผลิตและแปรรูปผลผลิตทางการเกษตรของกลุ่มให้สามารถแข่งขันได้ในระดับสากล




