กรุงเทพมหานคร กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ เปิดเวทีเสวนาวิชาการ Media Alert ในหัวข้อ “ภาพทีวีไทยในทศวรรษหน้า: การสร้างสรรค์อุตสาหกรรมเนื้อหาและสังคมไทยที่ยั่งยืน” ณ โรงแรมโฟร์วิงส์ สุขุมวิท 26 ตีแผ่ผลวิจัยเจาะลึกพฤติกรรมผู้ชม และทิศทางอุตสาหกรรมโทรทัศน์ไทยที่กำลังก้าวสู่จุดหัวเลี้ยวหัวต่อครั้งประวัติศาสตร์ในช่วง 3 ปีสุดท้ายก่อนสิ้นสุดใบอนุญาตประกอบกิจการในปี 2572 ชี้หากไร้การปรับตัว และนโยบายภาครัฐที่ชัดเจน อุตสาหกรรมมีโอกาสสูงถึง 75% ที่จะเข้าสู่ภาวะล่มสลายอย่างช้าๆ (Slow Collapse)
📺 กองทุนสื่อฯ เชื่อทีวียังคงเป็น "ช่องทางหลัก" ที่คนไว้วางใจยามเกิดวิกฤต
ดร.ชำนาญ งามมณีอุดม รองผู้จัดการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ประธานเปิดงาน เผยว่าทีวีดิจิทัลกำลังเข้าสู่ช่วงขีดเส้นแดง รายได้โฆษณาน้อยกว่าสื่อออนไลน์ และรายการสำหรับเด็กแทบหายไปจากหน้าจอ อย่างไรก็ตาม ทีวียังคงเป็น "ช่องทางหลัก" ที่ประชาชนไว้วางใจที่สุดยามเกิดวิกฤตหรือภัยพิบัติ หรือต้องการข้อเท็จจริงที่เชื่อถือได้
กองทุนสื่อ จึงเดินหน้าวิเคราะห์ฉากทัศน์เพื่อเสนอแนะต่อหน่วยงานกำกับดูแล พร้อมยึดมั่นในการจัดสรรทุนปีละ 300 ล้านบาท เพื่อส่งเสริมเนื้อหาที่ปลอดภัยและสร้างสรรค์ โดยเปิดกว้างให้กับผู้ผลิตทุกประเภท ทั้ง SME และมูลนิธิที่ไม่แสวงหากำไร เพื่อหล่อเลี้ยงรายการคุณภาพ เช่น รายการเด็ก หรือข่าวเชิงวิเคราะห์ ให้ยังคงอยู่คู่ผู้ชมชาวไทยและกระจายสู่วงกว้างได้อย่างยั่งยืน
🚨 กสทช. ชี้ฟรีทีวีคือ "Safety Net" เตือนสื่ออย่าเน้นแค่ "เร้าอารมณ์"
ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.พิรงรอง รามสูต กรรมการ กสทช. ด้านกิจการโทรทัศน์ ได้ขึ้นกล่าวปาฐกถาพิเศษ และให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมอย่างน่าสนใจว่า นิยามของทีวีสำหรับคนรุ่นใหม่ได้เปลี่ยนไป ผู้ประกอบการต้องเผชิญการแข่งขันระดับระบบปฏิบัติการ (OS) บนสมาร์ททีวี กสทช. จึงเตรียมผลักดันนโยบายจาก "Must Carry" สู่ "Must Find" เพื่อเพิ่มโอกาสการมองเห็นให้ทีวีไทย
ดร.พิรงรอง สะท้อนภาพความจริงที่น่ากังวลว่า การถูกแย่งเม็ดเงินโฆษณาไปสู่แพลตฟอร์มออนไลน์ ทำให้หลายช่องพยายามเอาตัวรอดด้วยการผลิตคอนเทนต์ที่เน้น "เร้าอารมณ์" เพื่อดึงดูดคนดูโดยได้รับประโยชน์จากการชมไม่มาก ส่งผลให้เกิดบรรทัดฐานที่ไม่ดีต่อสังคม กสทช. จึงต้องเร่งผลักดัน "แผนแม่บท" ซึ่งเป็นร่มใหญ่ของอุตสาหกรรมให้ผ่านโดยเร็วที่สุด รวมถึงความชัดเจนของ "โรดแมปทีวีดิจิทัลปี 2572" เพื่อให้ผู้ประกอบการมีเวลาปรับตัวสู้กับทุนข้ามชาติที่มีสายป่าน และทุนที่มากกว่า พร้อมย้ำว่า รัฐบาลต้องมีนโยบายอุตสาหกรรม (Industrial Policy) ที่ชัดเจนในการสนับสนุนผู้ผลิตคอนเทนต์ไทย
"ฟรีทีวีคือ Safety Net สำหรับทุกคน นโยบายของ กสทช. ด้านโทรทัศน์คือทำอย่างไรให้เกิด Ecosystem ที่สังคมสามารถไว้วางใจได้" ดร.พิรงรอง กล่าวย้ำถึงวิสัยทัศน์สำคัญ เพื่อผลักดันให้ทีวีไทยยังคงเป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ที่เข้าถึงง่าย และเป็นประโยชน์ต่อสังคมต่อไป
📊 งานวิจัยชี้ "เปลี่ยนจอ แต่ไม่เปลี่ยนเวลา" วิกฤตรายการเด็ก-โฆษณาแฝงพุ่ง
ไฮไลต์สำคัญคือการเปิดเผยบทสรุปจากโครงการวิจัยสำรวจและวิเคราะห์สื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ในนิเวศสื่อไทย โดยทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) ใน 3 ประเด็นสำคัญคือ
ฉากทัศน์ Slow Collapse: ดร.ภัทธิรา ธีรสวัสดิ์ เผยว่ารายได้ที่ลดลงบีบให้ต้องลดต้นทุน นำไปสู่วิกฤตคุณภาพเนื้อหา และมีโอกาสถึง 75% ที่ทีวีจะค่อย ๆ เลือนหายไปหากไม่มีมาตรการรองรับ และไร้การปรับตัวของทีวีไทยจาก Broadcaster สู่ บทบาท IP Content Provider และการหารายได้แบบ Mixed Revenue
พฤติกรรมคนดูยุคใหม่: ผศ.ดร.กฤชณัท แสนทวี ชี้ว่าแม้วัยรุ่นจะดูสตรีมมิ่งผ่านมือถือ แต่ "ช่วงไพรม์ไทม์" ยังคงเป็นเวลาหลักในการรับชม และลึก ๆ ผู้ชมยังต้องการเนื้อหาที่ส่งเสริมอัตลักษณ์ ท้องถิ่น และวัฒนธรรม ในขณะที่รายการข่าวยังเป็นเนื้อหาที่ผู้ชมให้ความสำคัญสูง ทั้งจากผลการสำรวจความเห็น และการสัมภาษณ์เชิงลึก
ยุคแห่งการ "เล่าข่าว" แต่รายการเด็กหาย : ผศ.ดร.ศศิธร ยุวโกศล วิเคราะห์ว่ารายการข่าวครองพื้นที่สูงสุดในหลายช่อง แต่เปลี่ยนรูปแบบเป็น "เล่าข่าว" เรียกเรตติ้ง ขณะที่รายการวิเคราะห์ข่าวเชิงลึก และรายการเด็กหายไป นอกจากนี้ยังพบโฆษณาแฝงและการขายสินค้าแทรกกลางรายการข่าวนานเกือบ 5 นาที ซึ่งอาจกระทบต่อจริยธรรมวิชาชีพสื่อ และคุณค่าสาธารณะของทีวี
🔑 ระดมสมองคนสื่อ: กุญแจสู่ "สมดุลใหม่" ที่ยั่งยืน
ในวงเสวนา ผู้ทรงคุณวุฒิและผู้บริหารสื่อชั้นนำได้เสนอทางออกเพื่อพลิกฟื้นอุตสาหกรรม ดังนี้:
ปรับ KPI วัดผลสื่อ: คุณระวี ตะวันธรงค์ เสนอให้เปลี่ยนการวัดผลจากเรตติ้งดิบแบบเดิม ที่อาจไม่ได้สะท้อนคุณค่าที่เปลี่ยนไปในปัจจุบัน มาเป็นการวัดความต่อเนื่อง (Consistency) และการเจาะกลุ่มคนดูกลุ่มเป้าหมายได้ตรงกลุ่มมากขึ้น และแนะส่วนตัวมองว่าหากรัฐแบ่งงบประชาสัมพันธ์ราว 10% สนับสนุนรายการน้ำดีโดยตรง ซึ่งเป็นหนึ่งในแนวทางการสร้างสมดุลนี้ได้
สร้าง Content Sandbox: รศ.สุรสิทธิ์ วิทยารัฐ จี้ กสทช. เร่งออกประกาศกำกับดูแลแพลตฟอร์ม OTT ต่างชาติให้เท่าเทียม และเสนอกองทุนสื่อฯ จัดตั้งโมเดล "Content Sandbox" ให้ทุนสถานีเพื่อสนับสนุนรายการน้ำดีโดยตรง ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ ที่ไม่ได้ออกเฉพาะจอทีวี แต่สามารถเผยแพร่ในภูมิทัศน์อื่นด้วย
ใช้กลยุทธ์ Commercial Art: คุณเดียว วรตั้งตระกูล (ช่อง One31) สะท้อนความกดดันจากงบกำไรขาดทุนแบบเดือนต่อเดือน ชี้ทางรอดคือต้องผลิตสิ่งที่คนอยากดู แล้วสอดแทรก Soft Power เข้าไปอย่างเนียนตา
ทวงคืนความเสมอภาค (Regulatory Parity): คุณทีปกร วุฒิพิทยามงคล (ไทยรัฐกรุ๊ป) ย้ำว่าทีวีไทยถูกกำกับดูแลเข้มงวด แต่แพลตฟอร์มต่างชาติกลับทำได้อิสระ หากกติกาหลังปี 2572 ไม่ชัดเจน เม็ดเงินโฆษณา และอำนาจการตัดสินใจจะตกอยู่ในมือ Big Tech ต่างชาติทั้งหมด
ในช่วงท้ายของการเสวนา ทุกภาคส่วนต่างเห็นพ้องว่า โทรทัศน์ยังคงเป็น "หมุดหมายแห่งความน่าเชื่อถือ" (Anchor of Trust) และเป็นสะพานเชื่อมลดความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัล โดยกองทุนสื่อ ยืนยันจะเดินหน้าผลักดัน กลไกส่งเสริม และสนับสุนสื่อในรูปแบบต่าง ๆ เพื่อเป็นแรงจูงใจให้ผู้ผลิตสื่อสามารถยืนหยัดอยู่ได้ทั้งในมิติของผลกำไรทางธุรกิจ และคุณค่าสาธารณะ เพื่อให้อุตสาหกรรมทีวีไทยก้าวสู่ "สมดุลใหม่" อย่างแข็งแกร่งในทศวรรษหน้า
#กองทุนสื่อ #กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ #กสทช #MediaAlert #ทีวีไทย




