ในวันที่ความผันผวนทางเศรษฐกิจและความไม่แน่นอนของโลกกลายเป็นวิกฤตรายวัน ปัญหาปากท้องจึงเป็นโจทย์ท้าทายที่ไม่อาจมองข้าม ด้วยพระอัจฉริยภาพ และวิสัยทัศน์กว้างไกลของ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ที่ได้พระราชทานหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงไว้เป็นแนวทางในการดำเนินชีวิต การน้อมนำหลักการนี้มาปรับใช้ในปัจจุบัน จึงไม่ใช่เพียงการทำเกษตรตามกระแส แต่คือการสืบสานยุทธศาสตร์สำคัญในการสร้าง คลังอาหาร ที่มั่นคงและยั่งยืน เพื่อให้ประชาชนมีทางรอดและพึ่งพาตนเองได้อย่างแท้จริงตามรอยเบื้องพระยุคลบาท ซึ่งหัวใจสำคัญของการขับเคลื่อน คือ "พลังแห่งเครือข่าย" ที่เข้มแข็ง โดยสำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติฯ ได้ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการรวบรวมและถ่ายทอดองค์ความรู้จากภูมิปัญญาที่กินได้จริง ผ่านศูนย์เรียนรู้เครือข่ายกว่า 105 แห่งทั่วประเทศ ที่พร้อมทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงและพิสูจน์ให้เห็นว่า เมื่อนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ผนวกกับความร่วมมือของเครือข่าย จึงเกิดเป็นโมเดลการพึ่งตนเองที่จับต้องได้
บนเส้นทางแห่งการพึ่งตนเองของเครือข่ายพิพิธภัณฑ์เกษตรฯ ประตูสู่ความยั่งยืนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เรื่องราวของ พ่อจันทร์ที ประทุมภา ปราชญ์เกษตรของแผ่นดินปี 2554 คือบทพิสูจน์ถึงความมุ่งมั่นในการเอาชนะวิกฤตของชีวิต จากอดีตเกษตรกรที่เคยแบกภาระหนี้สินจนต้องจำนองที่ดิน และไปขายแรงงานที่ต่างประเทศ พ่อจันทร์ทีใช้ความวิริยะอุตสาหะเก็บหอมรอมริบกลับมาไถ่ถอนที่ดิน และเริ่มนับหนึ่งใหม่ในปี 2534 ด้วยเพียง "จอบและบุ้งกี๋" ท่านใช้แรงงานในครัวเรือนขุดสระและเนรมิตพื้นที่ 22 ไร่ ให้กลายเป็นระบบนิเวศเกษตรทฤษฎีใหม่ที่สมบูรณ์ ปลูกทุกอย่างที่กินและขายทุกอย่างที่เหลือ จนสามารถสร้าง "บำนาญชีวิต" ด้วยการฝากเงินไว้กับต้นไม้ และผืนดิน
อุดมการณ์แห่งความพอเพียงส่งต่อไปสู่ พ่อทราย สุวัฒนชัย จำปามูล ศูนย์เรียนรู้เครือข่ายพิพิธภัณฑ์เกษตรฯ จังหวัดนครราชสีมา “ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงบ้านโนนรังบูรพา” ผู้สืบสานวิถีเกษตรทฤษฎีใหม่จากบ้านโนนรังบูรพาจนถึงปัจจุบัน โดยนำรากฐานการพึ่งตนเองมาปรับใช้และยกระดับสู่การจัดตั้ง "ธนาคารสมุนไพร" แหล่งรวบรวมภูมิปัญญาการแพทย์พื้นบ้าน ควบคู่กับการใช้สมุนไพรดูแลสุขภาพของชุมชน พร้อมยกระดับสมุนไพรพื้นบ้านสู่สินค้าภายใต้แบรนด์ "พ่อทราย" เพื่อตอบโจทย์ความมั่นคงทางสุขภาพของคนในยุคปัจจุบัน ที่ไม่เพียงแต่รักษาผืนดินและวิถีเกษตรผสมผสานไว้ได้ ทั้งยังขยายผลสู่การสร้างเครือข่ายสมาชิกกว่า 70 คน เน้นการดูแลสุขภาพด้วยวิถีธรรมชาติและถ่ายทอดองค์ความรู้เรื่องสมุนไพรไปสู่เยาวชน เพื่อให้มั่นใจว่าคลังอาหารและยา จะถูกส่งต่อเป็นมรดกที่ยั่งยืนแก่ชุมชน
การเชื่อมโยงของสองนักสู้ทางการเกษตรนี้จึงเป็นภาพสะท้อนที่ชัดเจนว่า เมื่อ "แรงบันดาลใจ" ถูกส่งต่อสู่ "การลงมือทำ" เศรษฐกิจพอเพียงจะกลายเป็นทางรอดที่ไม่มีวันตาย
อีกหนึ่งพื้นที่สีเขียว ศูนย์เรียนรู้เครือข่ายพิพิธภัณฑ์เกษตรฯ จังหวัดนครราชสีมา สร้าง "ฟาร์มสุขฟาร์มออร์แกนิก" นายสรศักดิ์ ไวจันทึก หรือ 'ขวาน' คนรุ่นใหม่คืนถิ่น พลิกชีวิตมนุษย์เงินเดือนสู่อิสระที่ยั่งยืนอีกหนึ่งตัวอย่างความสำเร็จที่น่าสนใจ จากเกษตรกรคนรุ่นใหม่ไฟแรง ที่เคยเป็นผู้จัดการฟาร์มไก่มานานกว่า 8 ปี จนพบว่าชีวิตที่เร่งรีบไม่ใช่ความสุขที่แท้จริง จึงตัดสินใจทิ้งเงินเดือนประจำมาสร้าง "ฟาร์มสุขฟาร์ม ออร์แกนิก" บนพื้นที่ 2.5 ไร่ ในนิคมเศรษฐกิจพอเพียงวังน้ำเขียว ภายใต้หลักการทำงาน "มีความสุข เรียนรู้ แบ่งปัน พึ่งตนเองได้" และได้ทำงานร่วมกับสวนลุงโชค คุณโชคดี ปรโลกานนท์ ปราชญ์เกษตรของแผ่นดินปี 2556 เพื่อเรียนรู้การแปรรูปและบริหารจัดการผลผลิต ปัจจุบันเขาสามารถผลิตเมล็ดพันธุ์ผักเมืองหนาวและหอมแขกใช้เอง พร้อมแบ่งปันให้เพื่อนเกษตรกร กลายเป็นต้นแบบของคนรุ่นใหม่ที่สามารถ "กำหนดชีวิตตัวเองได้" อย่างแท้จริง
พันจ่าเอกประเสริฐ มาลัย ผู้อำนวยการสำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว กล่าวเพิ่มเติม "พิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสเด็จพระเจ้าอยู่หัว ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงแค่เป็นแหล่งเก็บรวบรวมองค์ความรู้หรือจัดแสดงนิทรรศการเท่านั้น แต่เราคือ 'จุดสร้างแรงบันดาลใจ' ที่มุ่งหวังให้ประชาชนเห็นทางรอดและเริ่มต้นทำเกษตรอย่างมีทิศทางท่ามกลางวิกฤตโลก ผ่านกระบวนการถ่ายทอดองค์ความรู้วิชาของแผ่นดิน และการฝึกปฏิบัติผ่าน Workshop ที่จัดขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกสัปดาห์ ปัจจุบันเราได้กระจายความเข้มแข็งและขยายฐานการเรียนรู้ออกไปสู่ภูมิภาคผ่านศูนย์เครือข่ายกว่า 105 แห่งทั่วประเทศไทย เพื่อเปลี่ยนจากแรงบันดาลใจในใจคน ให้กลายเป็นแนวปฏิบัติที่สร้างความมั่นคงและยั่งยืนให้แก่ภาคการเกษตรไทยอย่างแท้จริง"
พิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติฯ จึงเปรียบเสมือนศูนย์กลางแห่งการเรียนรู้ที่มีชีวิตและเข้าถึงได้สำหรับคนทุกช่วงวัย ตั้งแต่ปราชญ์เกษตรผู้บุกเบิก ผู้สืบทอดภูมิปัญญา ไปจนถึงคนรุ่นใหม่ที่คืนถิ่นฐาน ทั้งหมดนี้คือฟันเฟืองสำคัญที่พิสูจน์ให้เห็นว่า เมื่อนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาผนวกกับการลงมือทำอย่างจริงจังและการมีเครือข่ายที่เข้มแข็ง ภาคการเกษตรจะไม่ได้เป็นเพียงอาชีพดั้งเดิมอีกต่อไป แต่คืออาวุธลับและเกราะป้องกันที่แข็งแกร่งที่สุดในการสยบวิกฤตปากท้อง และสร้างความมั่งคั่งที่ยั่งยืนจากฐานรากของแผ่นดินไทยอย่างมั่นคงตลอดไป
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทรศัพท์ 02-529-2212-13, 087-359-7171 คลิกดูรายละเอียดได้ที่ www.wisdomking.or.th หรือ Facebook /Line ID : @wisdomkingmuseum พิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรติฯ เปิดให้บริการเข้าชมวันอังคาร – วันอาทิตย์ เวลา 09.00 – 16.00 น. ปิดบริการเข้าชมวันจันทร์และวันหยุดนักขัตฤกษ์









